หน้าแรก

สวัสดีค่ะ มิตรชาวไร่ทุกท่าน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในอดีตการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ทั้งยังมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ และใช้เวลานานในการดำเนินการ

แต่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว "AI" หรือปัญญาประดิษฐ์ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในภาคเกษตรกรรมอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะด้าน การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย

AI ทำงานอย่างไรในภาคเกษตร

AI ที่นำมาใช้ในภาคเกษตรกรรมสมัยใหม่ พัฒนาจากกระบวนการที่เรียกว่า Deep Learning หรือการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของ Machine Learning โดยระบบจะเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมาก เช่น ภาพถ่ายผลผลิตที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถแยกแยะผลผลิตที่ “ดี” และ “ไม่ดี” ได้อย่างแม่นยำ

ตัวอย่างการใช้งานจริง

  • การตรวจสอบคุณภาพของผลไม้ เช่น มะม่วง ส้ม หรืออ้อย โดย AI จะประเมินจากลักษณะภายนอก เช่น ขนาด สี น้ำหนัก ความสม่ำเสมอของเปลือก ความสมบูรณ์ หรือร่องรอยของโรคและแมลงกัดกิน ซึ่งบางครั้งสายตามนุษย์อาจมองข้าม แต่ AI สามารถตรวจจับได้ละเอียดถึงระดับพิกเซล
  • การคัดแยกเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ข้าว หรือพืชไร่ต่าง ๆ โดย AI สามารถแยกเมล็ดสมบูรณ์ออกจากเมล็ดลีบ เมล็ดแตก หรือเมล็ดที่มีเชื้อราเจือปน ทำให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ผ่านการคัดกรองมีคุณภาพสูง

ข้อดีของ AI เหนือการทำงานแบบเดิม

  • รวดเร็วและต่อเนื่อง: AI ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเหนื่อย ไม่ต้องหยุดพัก
  • แม่นยำและสม่ำเสมอ: ไม่ได้รับผลกระทบจากอารมณ์หรือความเหนื่อยล้าของมนุษย์
  • ประหยัดแรงงานและต้นทุน: โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่หรือศูนย์รวบรวมผลผลิต ที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำในการตรวจสอบ

AI ช่วยพัฒนาการเกษตรอย่างไร?

ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบด้วย AI ยังสามารถนำไป วิเคราะห์แนวโน้มของคุณภาพผลผลิตในแต่ละฤดูกาล เพื่อหาสาเหตุของปัญหา และวางแผนปรับปรุงการเพาะปลูกให้ดีขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ AI ยังสามารถ เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น

  • IoT (Internet of Things): เพื่อเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ในฟาร์ม
  • โดรน: สำหรับเก็บภาพจากมุมสูงและวิเคราะห์ผลผลิตแบบเรียลไทม์

ทั้งหมดนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบและจัดการแปลงเพาะปลูกได้สะดวกและทันสมัยมากขึ้น โดยไม่ต้องเดินตรวจทุกแปลงด้วยตนเอง

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

แม้ AI อาจดูเหมือนเทคโนโลยีไกลตัวสำหรับเกษตรกรบางกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทในประเทศไทยที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ เหมาะกับฟาร์มทั่วไป พร้อมบริการให้เช่า หรือใช้ร่วมกันในระดับชุมชน จึงไม่ใช่เรื่องยากหรือเกินเอื้อมอีกต่อไป

AI คือ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ตัวแทน”

สุดท้ายนี้ ต้องย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนที่เกษตรกร แต่เป็น "ผู้ช่วย" ที่จะทำให้เกษตรกรทำงานได้ ง่ายขึ้น ฉลาดขึ้น และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง เพราะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว ใครที่ปรับตัวก่อน ย่อมได้เปรียบเสมอค่ะ

ที่มาข้อมูล : https://www.civicagrotech.com/

ข่าวปักหมุด